สวัสดีครับ กลับมาพบกับ MAG Review กันอีกครั้ง กับผม @eakiros ครั้งนี้ผมจะมารีวิว Gadget ชิ้นใหม่ ที่ผมเองใช้มาประมาณหนึ่งเดือนล่ะ ก็เลยอยากจะเอามารีวิวซักหน่อย สำหรับ Gadget ชิ้นนี้เป็นอุปกรณ์ประเภท Fitness Tracker (บางยี่ห้อใช้คำว่า Activity Tracking) หรืออุปกรณ์ติดตามกิจกรรมการออกกำลังของเรา ซึ่ง MAG Review เคยรีวิวอุปกรณ์ประเภทนี้ไปครั้งหนึ่งแล้ว ก็คือ Fitbit Flex (Review: มาใช้ Fitbit Flex เพื่อสุขภาพกันเถอะ) ซึ่งรีวิวโดย @mazeandzest ส่วน Gadget ที่ผมจะเอามารีวิวในครั้งนี้ ก็คือ Vivosmart HR

vivosmartHR2

Vivosmart HR

Vivosmart HR เป็น Fitness Tracker จาก Garmin ซึ่งมีชื่อเสียงในด้านอุปกรณ์ GPS และ Gadget ด้านการออกกำลังกายมานานแล้ว โดยเฉพาะนาฬิกา GPS แต่ในส่วนของ Fitness Tracker นั้น Garmin เพิ่งเริ่มเข้ามาทำตลาดได้ไม่นาน โดยอุปกรณ์ในกลุ่มนี้ Garmin จะใช้ชื่อขึ้นต้นว่า Vivo ซึ่งแบ่งหลักๆ ได้เป็น 3 รุ่น คึอ Vivofit, Vivosmart และ Vivoactive ซึ่งแต่ละรุ่นจะมีจุดเด่นที่แตกต่างกันไป โดย Vivofit จะนับก้าวและวัดกิจกรรมได้ แบตเตอรี่ทนนาน แต่ไม่มี HR ไม่มีการแจ้งเตือน Notification ส่วน Vivoactive จะไม่มี HR แต่จะมี GPS มาให้ในตัวและวัดกิจกรรมได้หลากหลายกว่า (ในวันที่เขียนรีวิวนี้ Garmin ประกาศ Vivoactive HR ซึ่งจะมี HR มาด้วยแล้ว)

Vivo table

Garmin Vivo Activity Tracking Table Spec

สำหรับ Vivosmart เป็น Fitness Tracker รุ่นกลางในตระกูล Vivo แบ่งได้อีก 2 รุ่นย่อยคือ Vivosmart และ Vivosmart HR โดย Vivosmart HR มีความสามารถในการนับก้าว นับการเดินขึ้น-ลงบันได นับความเข้มข้นของกิจกรรม คำนวณระยะทาง คำนวณแครอลี่ที่ใช้ไป รับการแจ้งเตือน notification จาก Smartphone วัดอัตราการเต้นของหัวใจ (HR) รวมไปถึงควบคุมการฟังเพลง และใช้เป็นรีโมทสำหรับกล้อง VIRB ของ Garmin ได้ ซึ่งโดยส่วนตัวผมเอง จริงๆ สนใจมาตั้งแต่ตอนออก Vivosmart แล้ว แต่ติดตรงที่ยังไม่มี HR และพอ Garmin ประกาศรุ่น Vivosmart HR ออกมา ผมนี่ถึงขั้นตั้งตารอเลย เพราะมันครบเครื่องในตัวเดียวจริงๆ เรียกว่าเป็น Fitness Tracker กึ่ง Smartwatch ได้เลย ส่วนสีของ Vivosmart HR ที่ออกมาปัจจุบันมี 3 สี คือสีดำ สีน้ำเงิน และสีม่วง (โทนสีเป็นสีเข้ม โดยเฉพาะสีม่วง มองบางมุมเหมือนสีดำเลย)

Vivo-VivoHR

Vivosmart & Vivosmart HR

แกะกล่อง
ภายในกล่องของ Vivosmart HR ประกอบไปด้วย ตัว trackers ในรูปแบบนาฬิกาข้อมือหน้าจอยาว สายชาร์ต คู่มือการใช้งาน และใบรับประกันจากตัวแทนจำหน่าย โดยที่บนกล่องจะมีสติ๊กเกอร์หมายเลข serial แปะอยู่ด้วย


vivosmartHR3-2

อุปกรณ์ภายในกล่อง

สำหรับตัว tracker นั้น มีลักษณะเป็นนาฬิกาข้อมือ มีหน้าจอด้านบนลักษณะยาวลงมาตามแนวขวางของข้อมือ การแสดงผลเป็น E-ink แบบมี backlight  ด้านล่างมีปุ่มเปิด-ปิดอยู่ 1 ปุ่ม ส่วนด้านหลังมีเซนเซอร์วัดอัตราการเต้นของหัวใจ และมีช่อง connector สำหรับต่อสายชาร์ตฝั่งตรงข้ามกับปุ่มเปิด-ปิด ส่วนตัวสายมีลักษณะเป็นยาง (หรืออาจจะเป็นพลาสติกยืดหยุ่นผิวสัมผัสคล้ายยาง) และมีตัวล็อกแบบนาฬิกาข้อมือ ตัวสายและตัว tracker ไม่สามารถถอดออกจากกันได้โดยง่าย เพราะยึดกันไว้ด้วยน๊อตทั้ง 2 ด้านของตัว tracker ตัวสายค่อนข้างบางเมื่อเทียบกับตัว tracker แต่ทนทาน ทนแรงดึงได้พอสมควร ไม่ขาดง่าย ส่วนสายชาร์ตด้านหนึ่งเป็น connector เพื่อใช้ต่อกับตัว tracker อีกด้านเป็นหัว usb สามารถเสียบชาร์ตกับที่ชาร์ต smartphone ทั่วๆ ไปได้เลย

vivosmartHR4-2

ด้านหน้า และด้านหลังของ Vivosmart HR แสงสีเขียวคือแสงจาก HR Sensor

การเชื่อมต่อ
Vivosmart HR เชื่อมต่อกับ Smartphone ด้วย Bluetooth ผ่าน app Garmin Connect (ไม่ได้เชื่อมต่อผ่าน Bluetooth ในระบบของ smartphone โดยตรง) หรือเชื่อมต่อผ่านทาง PC ก็ได้ โดยการเสียบสายชาร์ตเข้ากับคอมพิวเตอร์ และเชื่อมต่อผ่านโปรแกรม Garmin Express แทน ในการเชื่อมต่อ Vivosmart HR เราจำเป็นต้องมี account ของ Garmin Connect ก่อน ถึงจะสามารถใช้งาน tracker ได้

vivosmartHRGarminConnectExpress

Garmin Connect   &   Garmin Express

เมื่อเราเชื่อมต่อ Vivosmart HR กับ Smartphone แล้ว เราจะต้องตั้งค่าอุปกรณ์และตั้งค่าผู้ใช้ก่อนใช้งาน โดยสามารถตั้งค่าผ่านทาง app Garmin Connect หรือบนหน้าเวป Garmin Connect ก็ได้ โดยเราจะต้องตั้งค่าอุปกรณ์ ว่าต้องการใช้โชว์อะไรบ้างในหน้าจอการแสดงผลหลัก ได้แก่ ก้าวเดิน ระยะทาง แครอลี่ อัตราการเต้นของหัวใจ จำนวนชั้นที่ขึ้น-ลง การแจ้งเตือน notification นาทีความเข้มข้นของกิจกรรม สภาพอากาศ การควบคุมเพลง การควบคุม VIRB Remote และเราสามารถตั้งทิศทางของหน้าจอว่าจะให้หันแนวนอนหรือแนวตั้งได้ และต้องตั้งค่าผู้ใช้ด้วย เช่น วัน/เดือน/ปีเกิด น้ำหนัก ส่วนสูง และสามารถตั้งค่าเป้าหมายของเราได้ เช่นใน 1 วันต้องการเดินกี่ก้าว เป็นต้น แต่หากเราไม่ต้องการตั้งเป้าหมาย ตัวอุปกรณ์ก็จะกำหนดเป้าหมายเบื้องต้นมาให้เอง นอกจากนี้เรายังสามารถตั้งค่าในโหมดวิ่งว่าจะให้หน้าจอแสดงอะไบ้างเมื่อเข้าโหมดนี้ได้ด้วย

vivosmartHRsetting

หน้า Device Setting ใน app Garmin Connect

vivosmartHRGarminConneconweb

หน้า Device Setting ในหน้าเวป Garmin Connect

การใช้งาน
หลังจากที่ตั้งค่าเรียบร้อยแล้ว สามารถใช้งานได้โดยสวม Vivosmart HR บนข้อมือ โดยหันปุ่มเปิด-ปิดเครื่องเข้าหาตัว เราสามารถตั้งได้ว่าจะให้หน้าจอแสดงผลเป็นแนวตั้งหรือแนวนอน แต่จะมีเฉพาะหน้าแสดงผลการแจ้งเตือน notification เท่านั้น ที่จะแสดงผลเป็นแนวนอนอย่างเดียว การดูผลต่างๆ ทำโดยปัดหน้าจอขึ้น-ลง จำนวนหน้าจอที่แสดงก็ขึ้นอยู่กับการตั้งค่าของเราว่าต้องการดูอะไรบ้าง

vivosmartHR5

ตัวอย่างหน้าจอแสดงผล จากซ้าย นาฬิกา > ก้าวเดิน > อัตราการเต้นของหัวใจ > สภาพอากาศ > การแจ้งเตือน Notification

และเมื่อเรากดปุ่มเปิด-ปิดเครื่อง 1 ครั้ง หน้าจอจะแสดงเมนูการทำงานอื่นๆ เช่น การเริ่มวิ่ง นาฬิกาจับเวลา การค้นหาโทรศัพท์ และ setting เป็นต้น

vivosmartHR6

หน้าจอเลือกโหมดการทำงานอื่นๆ

โหมดการทำงานหลักๆ ของ Vivosmart HR จะมีอยู่ 3 แบบ คือ โหมดปกติแบบ Fitness Tracker ทั่วไป โหมดวิ่ง และโหมดการนอน โดยในโหมดปกติและโหมดวิ่ง จุดแตกต่างในการทำงานก็คือ ความถี่ของการเก็บข้อมูล โดยเฉพาะอัตราการเต้นของหัวใจ เพราะในโหมดปกติ การเก็บค่า HR จะเก็บเป็นช่วงๆ ไม่ได้เก็บแบบ real-time แต่ในโหมดวิ่ง HR จะทำงานแบบ real-time ข้อมูลที่ได้จะละเอียดมากขึ้น ส่วนโหมดการนอน ตัว tracker ก็จะตรวจจับการเคลื่อนไหวระหว่างนอนของเรา และคำนวณออกมาว่าคุณภาพการนอนของเราเป็นอย่างไร

บนหน้าจอหลักจะมีแถบการเคลื่อนไหวอยู่ด้านซ้าย หากเรานั่งเฉยๆ นานๆ ตัว tracker จะสั่นเตือน และขึ้นแสดงผลว่า ให้เราเคลื่อนไหว เพื่อกระตุ้นให้เราขยับตัวบ้าง โดยแถบนี้จะค่อยๆ ขึ้นมาทีละส่วนจนถึงสุดจอ แต่เมื่อเราขยับตัวไปซักระยะ แถบนี้จะถูกปลดออกไปเอง และหน้าจอจะแสดงว่าเราเริ่มเคลื่อนไหวแล้ว และเมื่อเราทำได้ตามเป้าหมาย เช่น เดินครบหมื่นก้าว ตัว tracker ก็จะสั่น และแสดงผลว่าเราถึงเป้าหมายแล้ว

vivosmartHR8

รูปแสดงแถบการเคลื่อนไหว ซ้ายยังไม่เคลื่อนไหว ขวาเมื่อมีการเคลื่อนไหวซักระยะแถบจะถูกปลดออก

โหมดวิ่ง
โหมดนี้พูดตรงๆ ว่าตอนแรกผมไม่รู้ว่ามันมี โดยเมื่อเราเข้าโหมดนี้ หน้าจอจะเปลี่ยนเป็นโหมดวิ่ง ซึ่งในโหมดนี้ เราก็สามารถตั้งค่าได้เช่นกันว่าจะให้แสดงผลอะไรบ้างเมื่อเราวิ่ง การแสดงผลบนหน้าจอในโหมดนี้จะแตกต่างกับโหมดปกติที่เห็นได้ชัดคือสี โดยโหมดปกติ จะเป็นพื้นดำ ตัวอักษรสีขาว แต่โหมดวิ่งหน้าจอจะกลายเป็นพื้นขาว ตัวอักษรสีดำ

vivosmartHR7

ตัวอย่างหน้าจอแสดงผลในโหมดวิ่ง จากซ้าย เริ่มวิ่ง > เวลาวิ่ง > ระยะทาง > อัตราการเต้นของหัวใจ > บันทึกข้อมูลหลังวิ่งจบ

โหมดการนอน
ตัว Vivosmart HR สามารถตรวจจับการนอนได้แบบอัตโนมัติ หรือเราสามารถตั้งค่าการนอนเองก็ได้ว่าเราจะนอนกี่โมง ตื่นกี่โมง แต่ในส่วนของโหมดนี้ผมไม่ได้ใช้เลย เนื่องจากไม่ชอบใส่อะไรเกะกะบนข้อมือตอนนอน แค่กลับมาถึงห้อง ผมก็ถอดมันออกแล้ว ก็เลยไม่ได้รีวิวโหมดนี้ ขออภัยด้วยนะคร้าบบบ

การแจ้งเตือน Notification
ความสามารถอีกอย่างนอกจากการเป็น Fitness Tracker แล้ว Vivosmart HR ยังสามารถเลือกการแจ้งเตือนจาก Notification บน Smartphone ให้มาแสดงบนหน้าจอได้ โดยการแจ้งเตือนหลักๆ ก็จะมีแจ้งเตือนสายเข้ากับ sms และเรายังสามารถเลือกได้ว่าจะให้ app อื่นๆ มาแจ้งเตือนบนหน้าจอได้เช่นกัน โดยตั้งค่าการแจ้งเตือนผ่าน app Garmin Connect ซึ่งสามารถเลือกการแจ้งเตือนได้ทุก app ที่เรามีใน smartphone การแสดงผลรองรับภาษาไทย ไม่ต้องกลัวว่าจะกลายเป็นภาษาต่างดาว ซึ่งความสามารถในการแจ้งเตือน notification จาก smartphone นี้เอง ที่เป็นจุดเด่นที่เหนือกว่า Fitness Tracker ตัวอื่นๆ ซึ่งถือเป็นความสามารถที่ใกล้เคียงกับ Smartwatch เลยทีเดียว

vivosmartHR9

ตัวอย่างการแจ้งเตือน Notification และตัวเลือกการแจ้งเตือนใน app Garmin Connect

Garmin Connect
Garmin Connect ถือเป็น app หลักที่ใช้ในการเชื่อมต่อ Vivosmart HR เข้ากับ Smartphone เพราะการตั้งค่าต่างๆ เราต้องทำผ่าน app นี้ ซึ่งผมคงไม่ลงรายละเอียดมากว่า app นี้ทำอะไรได้บ้าง แต่จะแสดงให้ดูคร่าวๆ ว่า Garmin Connect สามารถแสดงผลอะไรได้บ้าง โดยในหน้าจอหลัก จะแสดงข้อมูลโดยรวมทั้งหมด ซึ่งเราสามารถตั้งค่าได้เช่นกันว่าจะให้แสดงอะไรบ้าง และถ้าเรากดเข้าไปในข้อมูลแต่ละตัว เรายังสามารถดูข้อมูลเฉพาะส่วนนั้นแบบละเอียดได้อีกด้วย เช่น หากเรากดเข้าไปในรายละเอียดก้าวเดิน ก็จะแสดงผลของก้าวเดินแบบละเอียดขึ้นมาให้ ส่วนการ sync เมื่อเราเข้า app ปุ๊บ ตัว app ก็จะ sync กับตัว tracker เพื่อรับหรือส่งข้อมูลทันที โดยไม่ต้องกด sync เอง แต่หากเราไม่ต้องการใช้ app เราก็สามารถใช้ Vivosmart HR แบบ Standalone ได้เช่นกัน โดยตัว tracker ก็จะเก็บข้อมูลในตัวเองไว้ และหากเราต้องการดึงข้อมูลออกมา ก็เชื่อมต่อผ่านทางโปรแกรม Garmin Express บนคอมพิวเตอร์ ข้อมูลก็จะถูก sync ไปบนหน้าเวป Garmin Connect และเราก็สามารถดูข้อมูลผ่านหน้าเวปได้เลย

Garmin Connect มีทั้งบน Android และ iOS สามารถหาโหลดมาใช้ได้ทั้ง 2 ระบบครับ


vivosmartHR10

ข้อมูลก้าวเดิน

vivosmartHR11

ข้อมูลอัตราการเต้นของหัวใจ

vivosmartHR12

ข้อมูลการวิ่งเทียบกับ Endomondo

vivosmartHR13

 หน้าเวป Garmin Connect ของผู้ใช้

สรุปการใช้งานโดยรวม
หลังจากการใช้งานมาได้ซักพัก ผมขอพูดถึงสรุปโดยรวมว่า Vivosmart HR มีจุดเด่น-จุดด้อย อย่างไรบ้างเมื่อเทียบกับ Fitness Tracker อื่นๆ

ความแม่นยำ – จากประสบการณ์การใช้ Fitness Tracker มาหลายตัว ทั้ง Fitbit Flex, Mi Band และ Vivosmart HR พบว่ามีความใกล้เคียงกัน ทั้งก้าวเดิน ระยะทาง การขึ้น-ลงบันได ไม่ได้แตกต่างกันมากนัก ส่วนการวัดการนอนผมขอไม่ให้ความเห็น เพราะผมไม่ได้ใช้ฟังก์ชั่นนี้เลย แต่การวัดการวิ่งยังค่อนข้างคลาดเคลื่อน คงเพราะการก้าวเท้าเวลาวิ่งของผมกับตอนเดินปกติไม่เท่ากัน ทำให้ระยะทางที่ได้หลังการวิ่งออกมาค่อนข้างเพี้ยน คงต้องใช้การ calibrate หรือตั้งการก้าวเท้าตอนวิ่งใหม่ เพื่อให้การนับก้าว และระยะทางเวลาวิ่งแม่นยำขึ้น
หน้าจอ – จอเป็นแบบ E-Ink แบบมี Backlight มีความชัดในระดับหนึ่ง แต่เนื่องจาก Backlight แสงไม่ได้สว่างมาก ทำให้ในที่มืดจะมองยากไปซักนิด เมื่อเทียบกับหน้าจอแบบ LCD แต่ในที่สว่างกลับมองได้ชัดกว่า เพราะไม่สะท้อนแสง
แบตเตอรี่ – สามารถอยู่ได้ 5-7 วัน ต่อการชาร์ต 1 ครั้ง ซึ่งถือว่ากำลังดี แต่จุดด้อยคือ ในหน้าจอปกติจะไม่มีปริมาณแบตเตอรี่บอกว่าเหลืออยู่เท่าไหร่ แบตเตอรี่จะแจ้งเตือนเฉพาะตอนที่ใกล้หมดเท่านั้น รวมไปถึงสายชาร์ตแบบเฉพาะ ซึ่ง Fitness Tracker ตัวอื่นๆ ก็เป็นเช่นเดียวกัน เนื่องจากไม่มีมาตรฐานเฉพาะสำหรับสายชาร์ต ดังนั้น หากสายชาร์ตหาย หรือเสีย จำเป็นต้องซื้อใหม่อย่างเดียว ไม่สามารถเอาสายชาร์ตมือถือมาใช้แทนได้
การแจ้งเตือน Notification – การแจ้งเตือนค่อนข้างไว คือเมื่อมีการแจ้งเตือนในมือถือปุ๊บ ก็จะมาแจ้งเตือนใน Vivosmart HR เกือบจะทันที เหลื่อมกันเล็กน้อย แต่บางครั้งก็มีเอ๋อ ไม่ยอมแจ้งเตือนเหมือนกัน แต่จุดด้อยอยู่ที่การแจ้งเตือนสายเข้า เพราะมีการสั่นเพียงครั้งเดียวตอนสายเข้า และสั่นอีกครั้งตอน miss call ทำให้เราอาจจะพลาดรับสายได้ เพราะคิดว่าเป็นการแจ้งเตือน notification อื่น โดยส่วนตัวอยากให้สั่นตลอดเวลาตอนสายเข้ามากกว่า
HR – ในโหมดปกติ จะวัดเป็นช่วงๆ แต่ในโหมดวิ่งจะวัดแบบ Real-time เท่าที่ลองใช้เปรียบเทียบกับ Mio Fuse ถือว่าได้่ค่า Heart Rate Zone ใกล้เคียงกัน เพราะหลักการการวัดเป็นแบบเดียวกัน แต่ข้อด้อยคือไม่สามารถเชื่อมต่อ Heart Rate เข้ากับ app ออกกำลังกายอื่นๆ อย่างเช่น Endomondo ได้ ทำให้เราต้องเก็บข้อมูลแยกกัน แต่จะสามารถเชื่อมต่อ HR ผ่าน ANT+ เข้ากับอุปกรณ์ Garmin อื่นๆ ได้
การเชื่อมต่อกับ app อื่น – ส่วนนี้จะไม่ได้เกี่ยวกับ Vivosmrt HR โดยตรง แต่จะเป็นในส่วนของ app Garmin Connect โดยเราสามารถเชื่อมต่อ app เข้ากับ app finess อื่นๆ แล้วใช้ข้อมูล sync กันได้ เช่น Myfitnesspal, Strava รวมไปถึง Endomondo ก็ sync ข้อมูลกันได้เช่นกัน เพียงแต่ใช้ HR ตอนวิ่งไม่ได้
ความคุ้มค่า – สุดคุ้มครับ เมื่อเทียบกับราคา ทั้งคุณภาพตัวงาน และความสามารถของอุปกรณ์ เมื่อเทียบกับ Fitness Tracker ในช่วงราคาเท่าๆ กัน จุดเด่นที่สุดของ Vivosmart HR ก็คือ การแจ้งเตือน Notification ซึ่ง Fitness Tracker ส่วนใหญ่ไม่มี หรือไม่ก็แจ้งเตือนได้น้อย ซึ่ง Vivosmart HR สามารถแจ้งเตือนได้ครบถ้วนกว่า รวมไปถึงการมี HR sensor มาด้วย ทำให้ Vivosmart HR ถือว่าครบเครื่องมากๆ สำหรับการเป็น Fitness Tracker แบบ smart

จบแล้วครับสำหรับการรีวิว Vivosmart HR หวังว่าจะเป็นแนวทางสำหรับผู้ที่สนใจอุปกรณ์ประเภท Fitness Tracker กันนะครับ ครั้งหน้าหากเรามี Gadget ใหม่ๆ น่าสนใจ เราจะเอามารีวิวให้อ่านกันต่อแน่นอนครับ ครั้งนี้ผมก็ขอจบการรีวิวแต่เพียงเท่านี้ ทื้งท้ายไว้ว่า ไม่ว่าคุณจะมี Fitness Tracker หรืออุปกรณ์เสริมเพื่อสุขภาพติดตัวขั้นเทพกี่ชิ้นก็ตาม แต่หากคุณไม่ยอมใส่แล้วออกกำลังกาย อุปกรณ์เหล่านั้นมันก็จะกลายเป็นแค่เครื่องประดับเท่านั้นเอง เพราะอุปกรณ์เป็นเพียงแค่ตัวช่วยกระตุ้นเรา และช่วยเก็บข้อมูล แต่ไม่ได้ช่วยให้เราแข็งแรงขึ้น ว่าแล้วนั่งมานาน หน้าจอขึ้นเตือนให้เคลื่อนไหวล่ะ ขอตัวออกไปวิ่งก่อนนะครับ แล้วเจอกันรีวิวครั้งหน้าครับ สวัสดีคร้าบ

*วิ่งเสร็จจะได้มากินต่อ ป่ะ ทีม MAG บุกร้านเนื้อย่าง!!!
**เราจะเป็นหมูที่แข็งแรงไปด้วยกัน

Leave a comment

Leave a Reply