fitbit flex

กลับมาอีกครั้งกับการรีวิว Gadget ที่น่าสนใจโดย @mazeandzest ค่ะ หลังจากคราวก่อนส้มได้ รีวิว Canon SELPHY CP900 ไปแล้ว คราวนี้ก็ถึงตาอุปกรณ์ตัวใหม่ที่ส้มเพิ่งถอยมาได้ประมาณเดือนเศษๆบ้าง นั่นคือ Fitbit Flex ค่ะ

เรื่องของเรื่องมันเริ่มมาจากน้ำหนักตัวส้มที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ บวกกับการฟังรายการ Changkhui กิโลที่ศูนย์ ทำให้มีความคิดที่ว่าอยากจะหันมารักษาสุขภาพและควบคุมน้ำหนักตัวเองบ้าง แม้ว่าตอนนี้จะยังดูไม่อ้วน (แต่ลงพุง) ก็ตาม แต่เวลาน้ำหนักตัวมันขึ้นแล้วลงยากยิ่งนัก T_T ในตอนแรกก็เลือกวิธีวิ่งค่ะ แต่วิ่งได้ไม่กี่วันก็ต้องยอมแพ้เนื่องจากสู้กับเหล่าน้องหมาในเส้นทางไม่ไหว ก็เลยหันมาเดินให้เยอะขึ้นแทน แต่ปัญหาที่ตามมาคือ แล้วเราจะรู้ได้ยังไงว่าเราเดินไปได้มากน้อยแค่ไหน แรกๆ ส้มก็อาศัยเปิดโปรแกรม Runtastic บนมือถือเก็บระยะทาง แต่ก็ไม่รอดอีกครั้งเพราะแบตมือถือไม่สามารถทนทานได้เกิน 3-4 ชั่วโมง แถมยังต้องใช้ทำงานอีกหลายอย่าง ทำให้เครื่องร้อนมากและแครชเป็นประจำ จนเรียกว่าเอามาใช้งานจริงไม่ได้เลย ในที่สุดก็ต้องมองหาอุปกรณ์ที่มีความสามารถในการบันทึกกิจกรรมได้อย่างต่อเนื่องและตลอดเวลามาใช้งานแทน ซึ่งตัวเลือกแรกที่ลอยมาคือ Fitbit

Fitbit คือใคร

Fitbit เป็นบริษัทฯ ที่ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2007 โดยมีสำนักงานอยู่ที่ซานฟรานซิสโก เน้นออกสินค้าในกลุ่ม Wearable fitness device (อุปกรณ์สวมใส่เพื่อสุขภาพ) ซึ่งปัจจุบันสินค้าที่จำหน่ายได้แก่ Force, Flex, One, Zip และ Arial ซึ่งตัวหลังเป็นเครื่องชั่งน้ำหนัก

 

Fitbit Flex คืออะไร

Fitbit Flex เป็นอุปกรณ์บันทึกการเดิน การนอน และแคลอรี่ที่เผาผลาญไปในแต่ละวันของเรา โดยมาในรูปแบบของกำไลข้อมือ หน้าตาของเจ้าอุปกรณ์ตัวนี้ตอนสอยมาเค้าจะมาในกล่องพลาสติกใสๆ ดังรูปค่ะ

fitbit flex in box

 

คราวนี้ลองแกะกล่องออกมาดูบ้างว่า เค้าให้อะไรมาบ้างในกล่อง

  • Flex™ tracker >> เจ้าตัวสีดำๆแท่งเล็กที่เป็นหัวใจของตัวเครื่อง
  • Large & small wristbands >> สายรัดข้อมือ 2 ขนาด ส่วนสีมี 3 สีให้เลือกได้ตอนสั่งซื้อ (ดำ, เทาอมน้ำเงิน, ชมพู) และสามารถสั่งเฉพาะสายสีอื่นเพิ่มได้อีก คือ Navy, Tangerine และ  Teal
    ขนาดเล็ก      140 – 176 mm
    ขนาดใหญ่      161 – 209 mm
    ความกว้าง      13.99 mm

    ตัวสายทำจากวัสดุลึกลับที่คล้ายยาง แต่มีความยืดหยุ่นสูง และคงทนมาก สำหรับใครที่แพ้ยาง (latex) ขอให้สบายใจได้เพราะไม่มียางเป็นส่วนประกอบค่ะ แต่มันมี nickle เป็นส่วนผสมใน material อยู่เล็กน้อย* ถ้าใครแพ้เจ้าสายรัดข้อมือตัวนี้ก็คงถือได้ว่าโชคร้ายมากๆ

  • Wireless sync dongle >> อุปกรณ์ที่จะทำให้คุณส่งข้อมูลไปยังคอมพิวเตอร์ กรณีที่คุณไม่สามารถ sync ผ่านมือถือได้
  • Charging cable >> สายชาร์จ Flex แบบ USB

inside box

 

Wearing ประกอบร่างลองสวม

พอแกะกล่องออกมา สิ่งแรกที่ทำคือเลือกสายที่เหมาะกับขนาดข้อมือของคุณจากนั้นใส่หัวสำหรับกลัดสายรัด (สีเงินๆ) ลงไปซึ่งในกล่องจะให้มาแค่ชิ้นเดียว จากนั้นใส่ตัว Flex tracker เข้าไปในด้านหลังของสายรัดตามรูป

เมื่อใส่เข้าไปแล้วก็ลองสวมข้อมือดูเลยค่ะ จากนั้นลองเคาะที่ด้านล่างแถบพลาสติกสีดำ 2 ครั้งติดกัน จะพบว่ามีไฟ LED กระพริบขึ้นมา ครั้งแรกจะพบว่ามันกระพริบแค่ 1 จุด เพราะเรายังไม่มีข้อมูลการเดินบันทึกไว้เลย ณ ตอนนี้ โดยที่หน้าจอนี้จะมีไฟ LED ทั้งหมด 5 จุดค่ะ

on hand

ความรู้สึกในการใส่เจ้าสายรัดข้อมือตัวนี้ บอกได้เลยว่าสบายมาก เบา และไม่รู้สึกอึดอัดรำคาญแต่อย่างใด (หลังจากลองใส่มานาน 1 เดือน) สามารถใส่ได้เกือบจะตลอดเวลา เพราะมันกันน้ำได้ด้วย ตามสเปคระบุว่าสามารถลงน้ำได้ลึก 10 เมตร ดังนั้นล้างมือ ล้างจาน ทำงานบ้านต่างๆ ได้สบาย แต่ถ้าอาบน้ำบอกได้เลยว่าถอดออกเถอะค่ะ เพราะหยดน้ำจะไปขังข้างในสาย แล้วมันจะเหม็นตุๆได้นะคะ -_-”

 

Setup ติดตั้ง

ถ้าไม่เห่อมากก็เอาเจ้า Flex tracker ไปชาร์จก่อน ซึ่งการชาร์จใช้เวลาไม่นานค่ะ ไม่เกิน 3 ชั่วโมงก็เต็มแล้ว โดยสังเกตได้จากไฟ LED ถ้าเริ่มชาร์ตจากตอนแบตน้อย ไฟจะกระพริบไล่ไปตั้งแต่ 1 ดวง และจะกระพริบครล 5 ดวงเมื่อชาร์จเต็ม หลังจากชาร์จแล้วสามารถใช้งานต่อเนื่องได้สูงสุดถึง 5 วัน

charging

จากนั้นทำการติดตั้ง App Fitbit ลงบนมือถือ Android หรือ iOS ของคุณ ในกรณีที่ต้องการใช้เชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์ ก็สามารถทำได้โดยการเสียบ Wireless sync dongle ที่มากับกล่องและทำการติดตั้งโปรแกรม FitbitConnect

การ setup ครั้งแรกนั้น สามารถทำบนคอมพิวเตอร์ได้เลย หรือในกรณีที่ต้องการทำบนมือถือก็สามารถทำได้เช่นกัน แต่จะทำได้เฉพาะมือถือบางรุ่นเท่านั้น เนื่องจากการเชื่อมต่อจะต้องใช้ Bluetooth 4.0 และยังมีปัญหาเรื่องของ ROM ในแต่ละรุ่นเองด้วยที่เป็นปัจจัยในการยอมให้ app access ผ่านทาง Bluetooth ได้ (ใครสนใจดูปัญหาว่ารุ่นไหนติดขัดเรื่องอะไรลองเข้าไปอ่านเล่นๆได้ที่ Fitbit Help ค่ะ) สำหรับมือถือ Android ที่รองรับ ณ วันที่เขียน (3 พย. 2013) ได้แก่ Samsung Galaxy S3, S4, Note 2 และ Note 10.1 สำหรับ iOS แค่เป็นรุ่นตั้งแต่ iPhone4s และ iPad3 ขึ้นไปก็สามารถใช้ได้ค่ะ

ในขั้นตอนนี้ขอโชว์ App บน iOS นะคะ เพราะส้มใช้ Nexus 4 ซึ่งมันไม่รองรับการ sync ผ่าน app บนมือถือ โดยขั้นตอนการเชื่อมต่อของ Fitbit นั้นง่ายมาก ทำตามหน้าจอบอกรับรองสำเร็จค่ะ (สามารถเชื่อมต่ออุปกรณ์ Fitbit ได้แค่ 1 device ต่อ 1 account เท่านั้น)

เราสามารถ sync ผ่านคอมพิวเตอร์ได้แต่ดูข้อมูลไม่ได้นะคะ ต้องไปเปิดผ่านหน้าเว็บแทน แต่ถ้าเราใช้มือถือที่รองรับการ sync ได้ ก็จะสะดวกมากเพราะได้ทั้ง sync และดูข้อมูลเลย สำหรับมือถือสมาร์ทโฟนที่ไม่รองรับการ sync สามารถลง app เพื่อดูแต่ข้อมูลที่อัพเดทจากเว็บได้ค่ะ

sync

นอกจากนี้การปรับแต่งค่าและข้อมูลส่วนตัวแบบละเอียดนั้น สามารถทำได้ที่หน้าเว็บเลย ส่วนบนตัว app เองปรับแต่งไม่ได้ทุกอย่าง แต่ก็เพียงพอสำหรับการใช้งานทั่วไปแล้ว

 

Using เริ่มใช้งานจริง

ในการใส่ Flex เราเลือกได้เลยค่ะว่าจะใส่ที่มือซ้ายหรือขวา เพียงแค่ไปกำหนดให้ app มันรู้ว่าเราใส่ข้างไหน (Wrist Placement) โดยโปรแกรมจะระบุว่าเป็น Dominant hand หรือ Non-dominant hand คือมือข้างที่ถนัดใช้เป็นประจำ/กับไม่ประจำนั่นเอง

จากนั้นก็ทำการสร้างและตั้งค่า account ของเราในฐานข้อมูลของ Fitbit โดยจำเป็นที่จะต้อง ระบุเพศ, อายุ, ส่วนสูง และน้ำหนักให้ถูกต้อง เพราะเป็นจุดสำคัญที่ระบบจะใช้ในการคำนวณ Calories รวมถึงก้าวเดินของเรา ตัวส้มเองเจอปัญหาในวันแรกว่าเดินทั้งวันระบบบอกว่าเดินได้แค่ 100 เมตร ซึ่งงงมาก นึกว่าเครื่องเสียซะแล้ว แต่พอค้นไปค้นมาก็มาเจอว่าเราตั้งค่าส่วนสูงผิด จาก 1.5 m กลายเป็น 1.5 cm ซะงั้น ทำให้คำนวณออกมาได้ระยะผิดพลาดขนาดนี้

ในส่วนของเป้าหมาย (Fitness goals) เราสามารถกำหนดได้เองว่าจะตั้งเป้าให้วันนึงเดินกี่ก้าว, ระยะทางกี่กิโล, เผาผลาญกี่แคลอรี่ และต้องเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่องกี่นาที (Very Active Minutes) ต่อวัน ซึ่งตรงนี้เราจะไม่ตั้งก็ได้ค่ะ เพราะระบบจะกำหนดค่าตั้งต้นมาให้อยู่แล้ว โดยจำนวนก้าวจะกำหนดมาที่ 10,000 ก้าวโดยมาตรฐาน ซึ่งจำนวนก้าวตรงนี้จะสัมพันธ์กับไฟ LED บนหน้าจอ คือ ไฟ 1 ดวงเท่ากับ 20%ของจำนวนก้าวเป้าหมายต่อวันนั่นเอง

LED

แล้วทำไงต่อ?…………. ไม่มีอะไรเลยค่ะ ก็แค่ดำเนินกิจวัตรประจำวันไปตามปกติ เจ้า Flex ก็จะทำการเก็บบันทึกข้อมูลการเดินเองอัตโนมัติ ถ้าเราอยากรู้ว่าตอนนี้เดินไปได้กี่ก้าวแล้ว ก็แค่เคาะที่หน้าจอ 2 ครั้งติดๆ กัน หน้าจอก็จะแสดงผลออกมาเป็นไฟ LED กระพริบๆ บนจอ เป็นจำนวนดวงมากน้อยขึ้นกับจำนวนก้าวเดิน ณ เวลานั้น ซักพักก็จะหายไป พอเราเดินถึงเป้าหมายแล้ว เจ้า Flex ก็จะสั่นตรืดๆๆ พร้อมกับไฟ LED ทั้ง 5 ดวงก็จะกระพริบขึ้น เสมือนการเฉลิมฉลองว่าสำเร็จแล้วจ้า!

เจ้า Flex นอกจากจะบันทึกการเดินแล้ว เรื่องนอนก็ไม่น้อยหน้า สามารถบันทึกได้ว่าเรานอนไปกี่ชั่วโมง, รูปแบบการนอนว่าตื่นๆ ลุกๆ บ่อยแค่ไหน แถมยังปลุกเราได้อีกด้วยนะเออ ซึ่งวิธีการใช้งานก็ง่ายมาก เพียงแค่เคาะที่หน้าจอติดๆ กัน 5 ครั้ง (ตรงจุดนี้หลายคนบ่นมาเคาะไม่ค่อยได้สักที แต่ส้มไม่มีปัญหาตรงนี้) ถ้าเคาะสำเร็จ Flex จะสั่นและหน้าจอก็จะขึ้นไฟ LED กระพริบวิ่งไปมาสักครู่ จากนั้นก็เข้านอนได้เลยค่ะ พอเช้าตื่นขึ้นมาก็เคาะแบบเดิมเพื่อบอกให้ Flex รู้ว่าฉันตื่นแล้วนะ ถ้าเราลืมตั้งค่าก็สามารถกรอกเวลานอน-ตื่นได้เองใน app หรือในเว็บ รวมไปถึงลืมบอก Flex ว่าตื่นแล้ว ซึ่งทำให้มันเข้าใจผิดว่าเรานอนทั้งวันทั้งคืนไม่ยอมตื่นเสียที ก็สามารถเข้าไปแก้เวลาได้เช่นกันค่ะ (มันไม่ยอมตื่นเองอัตโนมัติ ซึ่งตรงนี้เป็นจุดด้อยอย่างนึงของรุ่นนี้)

sleep

สำหรับวิธีปลุก (Silent Alarm) ให้ไปตั้งค่าใน setting หรือ account (ทำบนคอมพิวเตอร์/หน้าเว็บ dashboard/มือถือที่รองรับการ sync) ว่าจะตั้งปลุกกี่โมงและปลุกทุกๆ วันไหน เราสามารถตั้งค่าไว้ได้มากกว่า 1 ค่า  พอถึงเวลาที่กำหนด เจ้า Flex ก็จะสั่นเตือนเราพักใหญ่ ถ้าไม่ตื่นเดี๋ยวมันก็หยุดเองค่ะไม่ต้องห่วง ส่วนเรื่องการปลุกนั้น พบว่าปลุกได้สำเร็จบ้างเป็นบางคราว เพราะมันสั่นไม่แรงมากพอถ้ามันมาปลุกช่วงหลับลึกพอดี

 

Track and Don’t track วัดอะไร วัดยังไง บันทึกแค่ไหน

  • ก้าวเดิน (Steps): Flex ใช้ 3-axis accelerometer MEMs (micro electro-mechanical systems) เป็นตัวบันทึกว่าวันๆ เราเดินไปกี่ก้าว เข้าใจว่าน่าจะพิจารณาจากการเคลื่อนที่ของเราใน 3 แกน แล้วเปรียบเทียบกับค่า threshold ที่กำหนดไว้ ถ้าสูงกว่า threshold ก็จะนับเป็นก้าว ถ้าไม่ถึง threshold ก็จะไม่นับการเคลื่อนไหวนั้นเป็นก้าว ในกรณีนี้ถ้าเรานั่งรถบนถนนที่สะเทือนมากๆ ก็จะทำให้การวัดก้าวผิดพลาดได้เช่นกันเพราะ Flex อาจจะนึกว่าเรากำลังเดินอยู่ วิธีแก้ที่สะดวกที่สุดก็คือ ใช้ Drivebit กำหนดให้รู้ว่าเรากำลังขับรถหรือโดยสารอยู่ ซึ่งมันจะส่งข้อมูลไปยัง fitbit และปรับค่าให้ถูกต้องมากขึ้น (เหมือนว่าบน iOS จะไม่มี drivebit นะคะ) หรือเข้าไปเพิ่ม Activity เองว่านั่งรถเวลาใดถึงเวลาใด เพื่อให้ระบบปรับจูนข้อมูลให้ถูกต้องแม่นยำขึ้น
  • ระยะทาง (Distance): ระบบจะประมาณระยะทางจากก้าวเดินที่บันทึก ซึ่งตรงนี้เราสามารถปรับให้แม่นยำมากขึ้นได้ด้วยการกำหนดระยะก้าว (stride length) ของเราในหน้าเว็บ dashboard ซึ่งระยะทางจะสัมพันธ์กับระยะก้าวเดินของเรา ดังนั้น 10,000 ก้าวของแต่ละคนจะได้ระยะทางไม่เท่ากันต่ะ
  • แคลอรี่ (Calories): ส่วนนี้ก็เป็นการคำนวณอีกเช่นกัน โดยคำนวณจาก BMR (Basal Metabolic Rate) ที่อาศัยค่าส่วนสูง, น้ำหนัก, อายุ และเพศที่เรากรอกไว้ รวมถึงถ้าเราบันทึก workout อื่นๆ เพิ่ม ระบบก็จะคำนวณรวมให้ด้วย ดังนั้น ถ้าเราพึ่งพาแต่ Flex อย่างเดียว จะพบว่าแคลอรี่ที่แสดงมันไม่แม่นยำเท่าไรเลย แต่ก็พอเป็นแนวทางได้บ้างนิดหน่อย ข้อสังเกตอย่างหนึ่งคือ เวลาที่เรายังไม่ได้ทำการ sync ข้อมูลขึ้นไปยัง server ของ Fitbit หากเราเปิดดูข้อมูลบน app หรือหน้าเว็บ dashboard จะพบว่า ระบบจะทำการประมาณค่าแคลอรี่แบบหยาบๆ ให้ดูไปพลางๆ ก่อนว่าน่าจะใช้ไปเท่าไรแล้ว แต่พอเรา sync ข้อมูลขึ้น server ระบบก็จะแสดงค่าที่ถูกต้องแทน
  • การเคลื่อนไหวต่อเนื่อง (Active minutes): เข้าใจว่ามาจากการคำนวณก้าวเดิน/นาที ซึ่งค่ามาตรฐานจะกำหนดไว้ที่ 30 นาที ซึ่งเป็นค่าที่ยอมรับโดยทั่วไปว่าควรออกกำลังกายอย่างน้อย 30 นาทีต่อวัน อันนี้โดยส่วนตัวเอาไว้ดูว่าขยับตัวช่วงไหน เอาแต่นั่งนิ่งๆ ตอนไหนเสียมากกว่า
  • การออกกำลัง (Workouts):  น่าเสียดายที่ Flex ไม่สามารถแยกแยะได้ว่าเราทำอะไร นอกจากเดิน/วิ่ง ดังนั้นเวลาเรายกเวท ชกมวย ปั่นจักรยาน หรือกิจกรรมประเภทที่ไม่เป็นก้าวเดินอื่นๆ เราจะต้องไปกรอกค่าใน app หรือ หน้าเว็บส่วน Log Activity เอาเอง อีกวิธีที่ง่ายๆ คือ ใช้ร่วมกับ App ออกกำลังกายตัวอื่นๆ เช่น Endomondo เพื่อให้ระบบเก็บข้อมูลส่วนนี้ได้ด้วย
  • ก้าวเดินขึ้นบันได (Stairs/Floors): เป็นอีกฟังก์ชั่นหนึ่งที่ Flex ไม่มี เพราะมันไม่ได้ใส่ Altimeter มาด้วยในรุ่นนี้ ซึ่งใครที่แคร์ข้อมูลนี้คงต้องไปเล่นอีกรุ่น คือ Force กับ One ถึงจะบันทึกค่าส่วนนี้ได้
  • น้ำหนัก (Weight): แน่นอนว่าอันนี้ต้องกรอกเองผ่าน app หรือหน้าเว็บ dashboard
  • อาหารและน้ำ (Food/Water): เราสามารถกรอกข้อมูลลงไปใน app หรือหน้าเว็บ dashboard ได้เช่นกัน แต่ขอบอกว่าไม่สะดวกอย่างแรง เพราะฐานข้อมูลอาหารที่ Fitbit ใช้อ้างอิงนั้นมีน้อยมาก ทำให้ค้นหาอะไรก็ไม่ค่อยเจอ แนะนำว่าให้ใช้บริการ MyFitnessPal จะสะดวกที่สุด เพราะฐานข้อมูลใหญ่มาก มี app ทั้งบน iOS และ Android รวมถึง Blackberry และ Windowsphone อีกด้วย โดยการกรอกข้อมูลลงใน MyFitnessPal แล้วให้ sync กับข้อมูล Fitbit เพียงเท่านี้ก็สามารถเก็บบันทึกค่าต่างๆได้ค่อนข้างครบถ้วนและง่ายดาย (ที่ชอบมากคือใช้กล้องมือถือ scan barcode บนซองอาหารหรือเครื่องดื่มเพื่อบันทึก Calories และสารอาหารต่างๆได้เลย ไม่ต้องมาค้นหาหรือใส่ค่าเอง)
  • อัตราการเต้นของหัวใจ (Heart Rate): แน่นอนว่า Flex บันทึกไม่ได้ แต่เราก็สามารถใช้ app อื่นมาช่วยในการบันทึกข้อมูลร่วมได้เหมือนกับการบันทึกการออกกำลังกายหรืออาหาร เช่น DigiFit เป็นต้น

 

Social สังคมแห่งการแข่งกัน

แน่นอนอยู่แล้วว่า เมื่อเราเริ่มบันทึกข้อมูลโน่นนี่มากมายก็เริ่มมีอาการอยากอวดให้โลกรู้บ้าง หรืออยากจะรู้ว่าเพื่อนๆเราเป็นอย่างไรบ้าง ในส่วนนี้ Fitbit เองก็มีระบบ Friends ด้วยเช่นกัน เราสามารถเพิ่มเพื่อนที่ใช้งานสินค้า Fitbit ได้ และระบบจะแสดงผลว่าเพื่อนแต่ละคนเดินได้กี่ก้าว และเราอยู่อันดับที่เท่าไรในสัปดาห์นั้นๆ ซึ่งตรงนี้ก็พอเป็นแรงจูงใจให้เราขยันเดินขยันออกกำลังกายได้บ้างในระดับหนึ่ง เมื่อเรากดไปที่รายชื่อของเพื่อนก็จะสามารถส่งข้อความ, ส่งอีโมเหน็บแนม (taunt) หรือส่งอีโมไปเชียร์ได้

นอกจากนี้ Fitbit เองก็ยังมี Badges ให้สะสมเพื่อกระตุ้นให้ user มีแรงบันดาลใจที่จะทำลายสถิติใหม่ของตัวเองอีกด้วย

badges

ในส่วนของการ Share ข้อมูลของเราขึ้นไปบนโลก Social นั้น ทาง Fitbit รองรับทั้ง twitter, Facebook รวมไปถึง WordPress อีกด้วย โดยระบบจะส่งข้อความขึ้นไปอัตโนมัติทุกวัน โดยแสดงผลทั้งรายวัน และรายสัปดาห์อีกด้วย

 

Compare Device เปรียบเทียบรุ่น Fitbit

เผื่อใครสนใจอยากรู้ว่ารุ่นอื่นๆมีความสามารถและราคาแตกต่างกันอย่างไร ลองพิจารณาดูจากตารางด้านล่างนี้นะคะ โดยตัวใหม่ล่าสุดที่เพิ่งออกมาเมื่อเดือนตุลาคม 2013 นี้คือ Fitbit Force อยากบอกว่าน่าใช้มากเลยค่ะ (>_<)

compare fitbit

 

Summary ความเห็นหลังได้ลองใช้มาระยะหนึ่ง

ข้อดี:

  • ราคาไม่แพงเมื่อเทียบกับยี่ห้ออื่นๆ ที่มีคุณสมบัติเหมือนกันหรือใกล้เคียง เช่น Nike+Fuelband, Jawbone, Larklife หรือ Polar เป็นต้น
  • ใส่สบายมาก ไม่รำคาญหรือเกะกะแต่อย่างใด
  • ดูข้อมูลก้าวได้ง่ายๆ วิธีแสดงผลไม่ซับซ้อน แค่ปรายตามองก็เห็นแล้วว่ายังขาดอีกมากน้อยแค่ไหน
  • แบตอยู่ทนทาน ไม่ต้องชาร์จบ่อยๆ
  • ดีไซน์สวยงาม ไม่ดูเป็นสัตว์ประหลาดบนตัวเรา ตัวสายรัดก็มีสีสันให้เลือกเปลี่ยนได้ตามความต้องการ (ซื้อเพิ่ม)
  • ฐานข้อมูลรองรับการเชื่อมต่อจาก 3rd party app ได้หลากหลายมาก ทำให้บันทึกข้อมูลอื่นๆได้สะดวกยิ่งขึ้น (กลบข้อด้อยของตัวเองที่การจะใส่ข้อมูลช่างยากลำบากเหลือเกิน)
  • ไม่ต้องรักษาของมากเพราะมันเป็นยางทนถึก อุปกรณ์ Tracker จริงๆก็ซ่อนอยู่ด้านใน ไม่กลัวน้ำ หายก็ยากเพราะใส่ข้อมือ (รุ่น One ฟังก์ชั่นดีกว่าแต่ใช้วิธีเหน็บเอว ถ้าไม่ระมัดระวังอาจทำหายได้ง่ายๆ)

ข้อเสีย

  • ไม่มีนาฬิกา แบบว่าใส่ซ้อนกับนาฬิกาในมือข้างเดียวกันแล้วมันดูตลกอ่ะ (Fitbit Force มาแก้เรื่องนี้แล้ว แต่ก็แพงกว่านะจ๊ะ)
  • นับก้าวขั้นบันไดไม่ได้ (เช่นกัน Fitbit Force นับได้ แต่แพงกว่า) เค้าอยากได้ Badge ปีนบันได
  • แสดงผลได้แค่ก้าวเดินอย่างเดียว ถ้าจะดูข้อมูลอื่นๆ เช่น แคลอรี่ ต้องเปิดผ่าน app, หน้าเว็บ หรือ ดูจากบนคอมพิวเตอร์
  • เรื่องการกรอกข้อมูลพวกอาหาร, น้ำ, น้ำหนัก หรือกิจกรรมต่างๆ ผ่านตัว app เอง เป็นเรื่องยากลำบากมาก (ใช้ app อื่นช่วยเอาแล้วกัน)
  • UI ในการแสดงผลดูไม่สวยงาม มีแต่การแสดงผลเป็นกราฟแท่ง ซึ่งดูแล้วปวดหัว น่าจะมีรูปแบบเส้นให้ดูด้วย เพราะจะทำให้เห็นความต่อเนื่องและพัฒนาการง่ายกว่า
  • Device ที่รองรับการ Sync ได้ยังน้อยไปหน่อยในฝั่ง Android (แต่ถ้าเทียบแล้วก็ไม่ได้แย่กว่าคู่แข่งเท่าไร)
  • ระบบ Social ไม่ค่อยจูงใจให้ทำกิจกรรมแข่งขันได้มากเท่ากับ Nike+ เหมือนว่าดูๆแล้วแอบแข่งเงียบๆในใจมากกว่า

 

ควรซื้อไหม และใครควรซื้อ

ในความเห็นส่วนตัวของส้ม ถ้าคุณเป็นพนักงานออฟฟิศนั่งโต๊ะ หรือเป็นคนที่ไม่ค่อยมีเวลาออกกำลังกาย ไม่เคยสนใจเรื่องสุขภาพหรือการออกกำลังกายมาก่อน การเลือกซื้อ Fitbit Flex ตัวนี้ ถือว่าน่าสนใจและคุ้มค่า เพราะอย่างแรกที่เห็นได้ชัดเจนคือ ทำให้เรารู้ว่าวันๆ เราเดิมากน้อยเพียงไหน และยังเป็นตัวช่วยกระตุ้นให้เราอยากขยับร่างกายมากขึ้น (ตัวเองเวลาเห็นแต้มขึ้น 4 จุด จะรู้สึกว่าต้องไปเดินเล่นเสียหน่อยละ จะได้ถึงเป้าวันนี้ ซึ่งถ้าเป็นเมื่อก่อนคงนอนเล่นเนตไปแล้ว) แถมวิธีการใช้งานก็ไม่ได้ยุ่งยากอะไรเลย (ถ้าไม่ไปลงข้อมูลอะไรมากมายเหมือนส้มนะ)

แต่ถ้าคุณเป็นนักออกกำลังกายตัวยง เช่น นักปั่น หรือฟิตเนส คิดว่าการไปหา Tracker ที่เฉพาะทางหรือฟังก์ชั่นที่ตรงกับกิจกรรมออกกำลังกายหลักของตนเองอาจจะคุ้มค่ามากกว่า นอกเสียจากว่าคุณเป็นคนชอบวิ่ง อุปกรณ์ตัวนี้ก็ยังคงน่าสนใจอยู่ (เพราะมันเก่งเรื่องเดินกับวิ่งนี่นา)

 

เป็นยังไงบ้างคะกับการรีวิว Fitbit Flex ในครั้งนี้ ในส่วนของ app Fitbit ส้มเองไม่ได้ลงในรายละเอียดมากเท่าไรนัก เพราะมันมีหน้าที่แค่แสดงข้อมูลเสียมากกว่า แต่ก็น่าจะให้เห็นภาพการทำงานของอุปกรณ์ได้บ้างไม่มากก็น้อย ในเรื่องของความแม่นยำในการตรวจจับของอุปกรณ์พวกนี้ไม่ว่าจะยี่ห้อไหนก็ตาม ตามความเห็นส้มเชื่อว่ามันคงไม่ได้แม่นยำสูงมากเท่าไรนัก เพราะตัวมันเองไม่ได้ติดตามจาก gps ด้วย อนึ่ง ส้มได้ลองเอาเจ้า Flex มารัดข้อเท้าดูแล้วก็พบว่ามันทำงานได้ดีเหมือนกันกับตอนใส่ที่ข้อมือ แสดงว่า เราก็สามารถที่จะถอดเอาเจ้า Tracker ตัวจ้อยไปใส่ไว้ในกระเป๋ากางเกงหรือเหน็บเอว สอดไว้ที่รองเท้า รัดไว้กับถุงเท้า หรือติดไว้ได้ทุกที่ๆต้องการบนร่างกาย แต่เชื่อว่าค่าที่ได้คงแตกต่างกันบ้างเล็กน้อย เนื่องจาก Movement ในแต่ละตำแหน่งของร่างกายมีความแตกต่างกัน ส่งผลต่อการวิเคราะห์เทียบ threshold เพื่อนับเป็นก้าวอยู่บ้าง หวังว่าอุปกรณ์พวกนี้จะช่วยให้ทุกคนสนุกกับการออกกำลังกายหรือกระตุ้นให้การลดน้ำหนักของแต่ละคนได้ผลและสนุกสนานยิ่งขึ้นนะคะ  ใครมีคำถามอะไรก็มาแลกเปลี่ยนกันได้นะคะ แล้วพบกันใหม่ใน Gadget ตัวหน้าค่า Bye Bye <3

9 Responses

    • ไม่แนะนำค่ะ แต่ในชีวิตประจำวัน ล้างมือ ทำงานบ้าน อันนี้ใช้ได้สบายค่ะ

    • Login เข้า fitbit.com แล้วจะสามารถปรับแต่งค่าได้ครบค่ะ ไปที่ dashboard มองหาตารางที่บอก step เอา mouse เลื่อนไปวางเหนือช่อง จะมีรูปเฟืองปรากฎขึ้นมาเล็กๆข้างล่างกรอบตาราง step กดเข้าไปจึงจะสามารถแก้ไขเป้าหมายก้าวเดินได้ค่ะ (ซ่อนมากกกกกก)

  1. ข้อมูลแจ้งแบตเตอร์รี่ การก้าวเดิน ระยะทาง หายไป ทำไงดีคะ

    • หายไปแบบไหนคะ ปกติเครื่องจะจำข้อมูลที่บันทึกไว้ไม่เกิน 7 วัน แต่ถ้าแบตเกลี้ยงข้อมูลก็หายนะคะ

  2. สวัสดีค่ะคุณส้ม ของเอ๋ไม่รายงานจำนวน miles ,steps ,floor การก้าวเดินเลยค่ะ
    ต้องตั้งค่ะยังไงคะ
    การออกกำลังกายต้องกรอกยังไงคะ เอ๋ออกกำลังกายทุกๆวัน
    ไม่มี บันทึกใน app เลยค่ะ
    รบกวนช่วยหน่อยนะคะ
    ขอบคุณค่ะ

    • ขอโทษด้วยค่ะ ไม่ได้เข้าเว็บมานาน เลยไม่ได้ตอบ

      flex ไม่สามารถนับขั้น floor ได้นะคะ ส่วนระยะเดิน กับจำนวนก้าว จะโชว์ในมือถือค่ะ ถ้ายังไงส่งหน้าจอมาได้นะคะ เผื่อจะช่วยได้

  3. Pingback: Changkhui MAG | Vivosmart HR นับก้าว แจ้งเตือน notification และวัดชีพจร Fitness Tracker ที่ครบเครื่องในตัวเดียว

Leave a comment

Leave a Reply